รายงานภาพรวมเศรษฐกิจและสังคมซิมบับเว
1. ภาพรวมเศรษฐกิจซิมบับเว
         ในช่วงปี 2553-2554 ซิมบับเวมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมาก โดยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 9 แบะร้อยละ 10.6 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี เมื่อเข้าสู่ปี 2555 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของซิมบับเวลดลงอย่างมาก โดยตกลงมาอยู่ที่ ร้อยละ 4.4 ในปี 2556 อยู่ที่ร้อยละ 5.5 และคาดว่าจอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6 ในปี 2557 การลดลงของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นผลมาจากการลดลงของผลผลิตทางการเกษตรและรายได้จากเพชร ความล้าหลังทางด้านเทคโนโลยีและระบบโครงสร้างพื้นฐาน ความไม่แน่นอนและไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล ความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ ปัญหาคอร์รัปชั่น
         ภาคเกษตรกรรม (โดยเฉพาะบุหรี่และฝ้าย) และภาคเหมืองแร่เป็นแหล่งรายเหลักของประเทศ โดยในปี 2552 รายได้จากภาคเหมืองแร่ครอบคลุมร้อยละ 16.9 ของ GDP ในช่วงปี 2554 ซิมบับเวส่งออกแร่ธาตุสูงร้อยละ 47 ของสินค้าส่งออกทั้งหมด แร่ธาตุที่ซิมบับเวส่งออกได้แก่ แพลทตินัม ร้อยละ 43 ทองคำ ร้อยละ 28 และเพชร ร้อยละ 20 และในปี 2555 ซิมบับเวส่งออกแร่ธาตุมากยิ่งขึ้นโดยคิดเป็นร้อยละ 64 ของสินค้าส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ดี เนื่องจากซิมบับเวไม่มีความโปร่งใสในเรื่องของกรรมสิทธิ์ในการขุดเจาะแร่ และการกระจายรายได้จากการจำหน่ายแร่ธาตุ ส่งผลให้รายได้จากภาคเหมืองแร่ตกอยู่ในกำมือของคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น
         ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของซิมบับเวคือ แอฟริกาใต้ โดยร้อยละ 60 ของสินค้าส่งออกทั้งหมดจะถูกส่งออกมายังแอฟริกาใต้ ลำดับที่สองคือประเทศยุโรปและตามมาด้วยจีน สินค้าส่งออกของซิมบับเวได้แก่ แร่ธาตุ (ร้อยละ 64) บุหรี่ (ร้อยละ 19.4) สินค้าเกษตร (ร้อยละ 9.1) สินค้าอุตสาหกรรม (ร้อยละ 7) พืชสวน (ร้อยละ 0.3) และสัตว์ป่าที่ได้จากการล่า (ร้อยละ 0.2)
         ซิมบับเวประสบปัญหาในภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยขีดความสามารถในการผลิตได้ลงอย่างต่อเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า ขาดแคลนเงินทุน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเครื่องจักรที่ล้าสมัย (ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการ upgrade และซ่อมบำรุงเครื่องมือเครื่องจักร ส่งผลให้เครื่องจักรชำรุดและสินค้าที่ผลิตออกมาไม่มีคุณภาพ) และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ดี
         จากากรจัดลำดับประเทศตามสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจของประเทศต่างๆ รวม 183 ประเทศของธนาคารโลกในปี 2556 (World Bank Report Doing Business 2013) ซิมบับเวถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 172 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมืองซิมบับเว และจาก Global Competitiveness Report 2012-2013 ซิมบับเวถูกจัดลำดับให้อยู่ที่ 132 จากทั้งหมด 144 ประเทศ
        ในปี 2555 อัตราเงินเฟ้อของซิมบับเวอยู่ที่ร้อยละ 5 ซิมบับเวประสบความยากลำบากในเรื่องของการจัดการเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากใช้ระบบ muti-currency regime ดังนั้น อัตราแลกเปลี่ยน USD/Rand จึงมีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและเศรษฐกิจของซิมบับเว
2. นโยบายเศรษฐกิจมหภาค
        ด้านการเงิน แม้ว่า muti-currency regime จะส่งผลกระทบต่อนโยบายการเงินของซิมบับเวแต่รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ยังคงยืนยันที่จะใช้นโยบายนี้ต่อไป ในปี 2556 The Reserve Bank of Zimbabwe (RBZ) มีความพยายามที่จะเข้ามามีบทบาทต่อสภาพคล่องโดยการออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งหากความพยายามนี้ประสบความสำเร็จ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับปรุงตลาดการเงินของซิมบับเวในอนาคต
        ด้านการค้า ซิมบับเวเป็นสมาชิกของ Southern African Development Community (SADC), The Common Market for Eastern and Southern Africa (COMESA), Caribbean and Pacific (APC) และ World Trade Organization นอกจากนี้ ยังได้ทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศต่างๆ กว่า 40 ประเทศ รวมทั้งได้ทำ Economic Partnership Agreement (EPA) กับ EU ในปี 2555 ปัญหาด้านการค้าของซิมบับเวที่สำคัญคือขั้นตอนทางศุลกากร ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามทำการปฏิรูปเพื่อให้เกิดความสะดวกแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร
จากการที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจซิมบับเวลดลงอย่างมาก เมื่อช่วงเดือน ต.ค. 2556 ปธน. ซิมบับเว ได้ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่ง คาดว่า หากสามารถปฏิบัติตามแผนดังกล่าว อัตราว่างงานของซิมบับเวจะอยู่ที่ร้อยละ 7.3 และอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของซิมบับเวจะกลับมาอยู่ที่ร้อยละ 9.9 ในปี 2561 แผนดังกล่าวได้จัดลำดับปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขไว้คือ ความมั่นคงทางอาหารและสารอาหาร การพัฒนาการให้บริการทางสังคมและการลดความยากจน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างคุฯค่าเพิ่มของสินค้า ทั้งนี้ key success factors ของแผนดังกล่าวคือ การเป็นหุ้นส่วนและร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี แผนพัฒนาเศรษฐกิจดังกล่าวก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์ว่า เป็นเอกสารที่ดูดีแต่ซิมบับเวจะสามารถดำเนินการตามแผนได้หรือไม่นั้น ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอดูต่อไป
3. ด้านสังคม
         ในปี 2555 รัฐบาลซิมบับเวพยายามที่จะตั้งเป้าหมายด้านการส่งเสริมสุขภาพประชาชน โดยได้มีการจัดสรรงบประมาณให้แก่โรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ อย่างไรก็ดี งบประมาณที่รัฐบาลซิมบับเวใช้ไปในส่วนนี้ได้ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2554 รัฐบาลพยายามใช้ประโยชน์จาก Health Transition Fund ซึ่งเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาด้านสุขภาพของรัฐบาลซิมบับเวในช่วง 2554 – 2558
        นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆ อาทิ UNICEF, USAID, WTO ในเรื่องของการดำเนินโครงการป้องกันมาลาเรียด้วย
        ด้านการศึกษา แม้ว่าตามกฎหมายการศึกษาของซิมบับเว (Zimbabwe Education Act) ได้ระบุไว้ว่า เด็กทุกคนมีสิทธิ์ในการเข้ารับการศึกษา อย่างไรก็ดี การเข้ารับการศึกษาในซิมบับเวก็ยังมีค่าใช้จ่ายและเด็กจำนวนมากจำเป็นต้องลาออกจากโรงเรียน
        แม้ว่ารัฐบาลซิมบับเวได้มีการออกนบายคุ้มครองสังคมช่วงปี 2556-2558 โดยการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชากรที่มีความยากจนมากจำนวน 250,000 คน และเพิ่มโอกาสของการเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนนโยบายต่างๆ เพื่อเด็กกำพร้า อย่างไรก็ดี ก็ยังไม่สามารถดำเนินการนโยบายดังกล่าวได้เนื่องจากขาดแคลนเงินทุน




แหล่งข้อมูลอ้างอิง : สอท. ณ กรุงพริทอเรีย
29 เมษายน 2557

Back to the list

สาระน่ารู้อื่น ๆ