รู้จัก!! ท่าเรือ Zeebrugge เบลเยียม
รู้จัก!! ท่าเรือ Zeebrugge เบลเยียม
         วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 ออท. นพปฎล คุณวิบูลย์ ได้นำคณะจากทีมประเทศไทย ณ กรุงบรัสเซลส์ เข้าเยี่ยมดูงานการท่าเรือ Zeebrugge (Port of Zeebrugge) เพื่อศึกษาและเยี่ยมชมการปฏิบัติงานด้านโลจิสติกส์ในการขนส่งสินค้าเข้ามายังประเทศเบลเยียมผ่านท่าเรือ Zeebrugge นำเสนอโดย นาย Vincent De Saedeleer รองประธาน ท่าเรือ Zeebrugge ประเทศเบลเยียม หลังจากนั้นได้เดินทางโดยรถโดยสารเพื่อเยี่ยมชมรอบท่าเรือฯ สรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้
        1. ข้อมูลพื้นฐานของท่าเรือ Zeebrugge
            1.1 ท่าเรือ Zeebrugge เป็น Man made port ขนาดกลางที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ท่าเรือ Zeebrugge รายล้อมไปด้วยท่าเรือคู่แข่งมากมายตั้งแต่ฝรั่งเศส (ท่าเรือ Le Havre) ไปจนถึงเยอรมัน (ท่าเรือ Hamburge) นอกจากให้บริการด้านการขนส่งสินค้าแล้วยังให้บริการสำหรับเรือท่องเที่ยวจอดเทียบท่า (Cruise Terminal) เพื่อให้ผู้โดยสารเดินทางเข้าชมเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง   
            1.2 สินค้าที่เข้ามายังท่าเรือถูกแยกออกเป็น 5 ประเภท เรียงตามปริมาณ ได้แก่ (1) สินค้าประเภทคอนเทนเนอร์ (Containers) ซึ่ง 50% มาจากภายในยุโรปและอีก 50% มาจากนอกยุโรปโดยเฉพาะเอเชีย (Far East) (2) สินค้าประเภท RORO (Roll on Roll off) คือ การขนส่งสินค้าขึ้น / ลงเรือ โดยบรรทุกสินค้าบนรถที่ผ่านจุดเชื่อมต่อจากเรือมายังท่าเรือที่มีขนาดใหญ่ มีพื้นที่เพียงพอให้รถลากตู้สินค้า เข้าไปจอดได้ (3) สินค้าประเภท Liquid Bulk หรือ สินค้าเหลว เช่น ก๊าซ สารเคมี หรือ น้ำมัน โดยมีบริการทำให้ของเหลวเป็นก๊าซผ่านกระบวนการ Liquefied (4) สินค้าประภท Solid Bulk หรือสินค้าแห้ง เช่น ทราย ธัญพืช เป็นต้น (5) สินค้าประเภท General Cargo หรือ Break Bulk สินค้าที่มีการบรรจุและการขนส่งรวมกันกับสินค้าประเภทอื่นๆ ในตู้สินค้า เช่น สินค้าจำพวกผัก ผลไม้ อย่างไรก็ดี สินค้าประเภท Containers และ Liquid bulk มีปริมาณเพิ่มขึ้นระหว่างปีค.ศ. 2543 -2556 โดย ท่าเรือ Zeebrugge ถือได้ว่าเป็นผู้นำในด้าน การขนส่ง Liquid bulk อันดับต้นๆ ในขณะที่สินค้าประเภท RORO และ Solid bulk ลดลง
            1.3 ท่าเรือ Zeebrugge มี Terminal รองรับสินค้าอยู่มากมายกระจายอยู่บนพื้นที่ของท่าเรือ แต่มีTerminals หลัก อยู่ 3 แห่ง อยู่ทางส่วนนอกของท่าเรือ (Outer Port) ติดชายฝั่งทะเลเหนือ ได้แก่   1) CHZ เป็น Terminal แรกของท่าเรือ รองรับสินค้าประเภท Container 2) APMT รองรับสินค้าประเภท Containers และ Break bulk โดยมีหุ้นส่วนจากประเทศจีน (Shanghai International Port Group - SIPG) 49 % (51% โดย บ. Mersk) และ 3) ZIP เป็น Terminal ใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อปลายปี 2554 โดย CHZ และ ZIP นั้น มีหุ้นส่วนและแบ่งการจัดการโดย PSA (Port of Singapore Authority) หรือ การท่าเรือสิงคโปร์ นอกจากนี้ ท่าเรือ Zeebrugge กำลังมีแผนการสร้าง Verrbrugge terminal ร่วมทุนกับ ประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2557
            1.4 ที่ดินของท่าเรือ Zeebrugge เป็นของรัฐบาลเฟลมมิชและได้รับLicense of Eternity ให้เช่าที่ดินต่อได้แบบระยะยาว นอกจากนี้ทางภาครัฐยังได้ร่วมสนับสนุนในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของ 80% (จากเดิม 60%)
            1.5 ท่าเรือ Zeebrugge ถือว่าเป็นท่าเรือขึ้นชื่อในการขนส่งสินค้าประเภทรถยนต์และเป็นศูนย์กลางส่งรถยนต์ไปทั่วทั้งอียู และนอกอียู นาย De Saedeler ได้ยกตัวอย่าง รถยนต์จาก Renault ที่มีการผลิตที่ Tangier ประเทศโมรอกโก แล้วจึงขนส่งเข้ามายัง ท่าเรือ Zeebrugge เพื่อกระจายไปยังลูกค้าในอียู
        2. จุดแข็งของท่าเรือ Zeebrugge คือ
            2.1 ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์  ท่าเรือ Zeebrugge ตั้งอยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่ดีรายล้อมไปด้วยเมืองใหญ่ สามารถขนส่งสินค้าไปยังเมืองหลักในอียูได้อย่างรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายเนื่องจากมีช่องทางการขนส่งที่หลากหลายตอบโจทย์ความหลากหลายของสินค้าและเส้นทางการขนส่ง โครงสร้างการขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือ Zeebrugge ไปยังพื้นที่ปลายทางแบ่งออกเป็นทางรถไฟ 20% ทางถนน 65% ทางน้ำ 5%  นาย De Saedeler ได้ยกตัวอย่างกรณี บริษัทน้ำผลไม้ Tropicana จากบราซิลที่นำเข้าผ่านทางท่าเรือ Zeebrugge และมีกระบวนการบรรจุภัณฑ์ภายในท่าเรือก่อนส่งต่อไปยังท่าเรือต่างๆ หลายแห่งในอังกฤษว่า การที่บริษัทดังกล่าวเลือกที่จะใช้บริการท่าเรือ Zeebrugge แทนที่จะส่งเข้าท่าเรือใดท่าเรือหนึ่งในประเทศอังกฤษโดยตรงเพื่อกระจายสินค้าทั่วอังกฤษทางรถยนต์เป็นเพราะระบบการขนส่งในประเทศอังกฤษมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าประมาณ 2 - 3 เท่า ดังนั้นการส่งมายังท่าเรือ Zeebrugge จึงเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายด้าน Logistic และต้นทุนการผลิต
            2. 2 ความชำนาญในการนำเข้า / ส่งออกรถยนต์  ในปี 2556 มีการขนส่งรถยนต์เข้ามายังท่าเรือ Zeebrugge กว่า 1.9 ล้านคัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 2 ล้านคันในปีนี้ จุดเด่นที่ทำให้ลูกค้าในกลุ่มยานยนต์เลือกใช้บริการท่าเรือ Zeebrugge คือ การให้บริการเช่า Platform กว่า 330 เฮคเตอร์ ในการเพิ่มเติมกระบวนการผลิต โดยลูกค้าจากภาคยานยนต์ เช่น Mercedes Benz, TOYOTA, Nissan เป็นต้น มีพื้นที่ (Platform) ในการเก็บสินค้าและมีโรงงานต่อเติมอะไหล่พิเศษที่ลูกค้ารายย่อยสั่งเพิ่มเติม (Post Production Option – PPO) ที่ท่าเรือก่อนส่งต่อไปยังลูกค้าที่ปลายทาง นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ท่าเรือ Zeebrugge ต่างจากท่าเรือคู่แข่งอย่างท่าเรือ Antwerp ในเบลเยียม หรือท่าเรือในเยอรมัน เช่น ท่าเรือ Bremen ท่าเรือ Cuxhaven ที่ขึ้นชื่อในด้านการขนส่งสินค้ารถยนต์และมีการประกอบชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มเติมที่ท่าเรือเช่นกัน คือ ท่าเรือ Zeebrugge ปราศจากมลพิษเนื่องจากไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมใกล้เคียงทำให้อากาศสะอาดซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ลูกค้าเลือกที่จะใช้บริการ เนื่องจากในการรักษาสภาพอะไหล่บางตัวในรถยนต์อากาศบริสุทธิ์ที่ปราศจากมลพิษตามที่มาตรฐานกำหนดไว้นั้นเป็นสิ่งจำเป็น
            2.3 ให้บริการตามความต้องการของลูกค้า (Tailor Made) ท่าเรือ ZeeBrugge มีบริการที่สามารถยืดหยุนและ Customize ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ นอกจากจะเป็นผู้นำด้านการขนส่งรถยนต์แล้ว Zeebrugge มีบริการโดยเฉพาะกับสินค้าบางประเภทที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เช่น การให้บริการพื้นที่เฉพาะสำหรับเป็นโรงเก็บเมล็ดกาแฟจากทั่วโลกภายใต้ บ. SEABRIDGE ซึ่งต้องใช้ถือได้ว่าเป็น EU Centre for green Coffee เนื่องจากอาคารเก็บเมล็ดกาแฟซึ่งสามารถเก็บกาแฟได้กว่า 450,000 กระสอบนั้น ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก มีการตรวจสอบคุณภาพ ควบคุมสภาพอากาศและความชื้นอย่างพอเหมาะโดยกาแฟแต่ละกระสอบจะถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบสามารถติดตามได้ตลอด Supply Chain ผ่านบาร์โค้ดของแต่ละกระสอบ นอกจากนี้ บ. Zespri Kiwifruit จากประเทศนิวซีแลนด์ ได้ใช้บริการท่าเรือ Zeebrugge ในการบรรจุหีบห่อและปรับเปลี่ยนรูปแบบสินค้าเพื่อตอบรับกับความต้องการของลูกค้าในยุโรปก่อนส่งออกไปยังตลาดปลายทาง
         ถึงแม้ท่าเรือ Zeebrugge จะเป็นท่าเรือใหม่ในยุโรปเทียบกับท่าเรือคู่แข่งอื่นๆ ใกล้เคียง เช่น ท่าเรือ Rotterdam หรือ ท่าเรือ Antwerp แต่ท่าเรือ Zeebrugge เติบโตอย่างรวดเร็ว มียุทธศาสตร์ในการให้บริการตามความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (niche) โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์และอาหาร มีการบริหารจัดการที่ดี โดยเน้นให้บริการที่แข่งขันได้ ท่าเรือ Zeebrugge มีบุคลากรไม่มากแต่มีคุณภาพและเน้นการจ้างงานแบบ Sub contract ไม่มีนโยบายปันผลไปยังผู้ร่วมถือหุ้นแต่นำไปต่อยอดการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังมีการติดตามกลยุทธ์ทางกระบวนการผลิตและการตลาดเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้มากที่สุด
ข้อมูลเพิ่มเติม
        1. เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 ท่าเรือ Zeebrugge ร่วมกับ Flanders Investment & Trade ได้จัดสัมมนาเรื่อง “Port of Zeebrugge, The role of EU’s leading automotive port” ระหว่างการเสด็จฯ เยือนประเทศไทย (Economic Mission) ของเจ้าชายฟีลิปและเจ้าหญิงมาทิลด์ (พระอิสริยยศขณะนั้น) พร้อมกับคณะรัฐมนตรีและนักธุรกิจ โดยการสัมนาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมภายใต้ Economic mission เพื่อเผยแพร่ข้อมูลแก่ภาครัฐและเอกชนไทยในการใช้บริการท่าเรือ Zeebrugge
        2. เมื่อเดือน มีนาคม 2556 ท่าเรือ Zeebrugge ได้ร่วมฉลองการนำเข้ารถกระบะยี่ห้อมิตซุบิชิจากท่าเรือแหลมฉบังประเทศไทย จำนวน 2 ล้านคัน เข้าสู่ท่าเรือ Zeebrugge ซึ่งมาถึงในเดือน เมษายน 2556


แหล่งข้อมูล : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์



ขอบคุณรูปภาพ : http://commons.wikimedia.org/wiki/File:Zeebrugge_Jachthaven_R02.jpg
21 มีนาคม 2557

Back to the list

สาระน่ารู้อื่น ๆ