ข้อมูลตลาดข้าวของไนจีเรีย
      ไนจีเรียเป็นตลาดข้าวที่ใหญ่ที่สุดของไทย (ร้อยละ 15 ของการส่งออกข้าวไทย มูลค่า 775.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 23,256 ล้านบาทในปี 2554) ประเภทข้าวไทยที่นำเข้ามาในไนจีเรีย ร้อยละ 95 เป็นข้าวนึ่ง (Parboiled Rice) ที่เหลือเป็นข้าวหอมมะลิ และข้าวขาวชนิดอื่นๆ



นโยบายการผลิตข้าวของรัฐบาลไนจีเรีย

·      รัฐบาลไนจีเรียภายใต้การนำของประธานาธิบดี Goodluck Jonathan มีนโยบายที่จะสร้างความหลากหลายของภาคเศรษฐกิจ (diversification of the economy) เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบในระยะยาว โดยเห็นว่า ไนจีเรียมีศักยภาพทางการเกษตร มีพื้นที่จำนวนมาก ดินมีความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ตอนล่างของประเทศมีฝนตกเป็นระยะเวลา 8 เดือนต่อปี ประกอบกับต้องการสร้างงานในภาคเกษตรสำหรับคนหนุ่มสาวที่ว่างงาน (ร้อยละ 25 ของประชากร 167 ล้านคน) ในอดีตไนจีเรียเคยเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารเพื่อส่งออกรายใหญ่ในภูมิภาคแอฟริกา

·      ในปี 2555 ไนจีเรียสามารถผลิตข้าวได้ 2.4 ล้านตัน แต่มีความต้องการบริโภคข้าวภายในประเทศ 5 ล้านตัน จึงต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ  2.6 ล้านตัน  (ในจำนวนนี้ นำเข้าจากไทย 1.2 ล้านตัน) มูลค่า 356 พันล้านไนร่า (2.23 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)



เป้าหมายและมาตรการการเพิ่มผลผลิต

·      ในปี 2556 รัฐบาลไนจีเรียได้ทุ่มงบประมาณ 515 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการลงทุนและพัฒนากระบวนการเพาะปลูกและผลิตอาหารภายในประเทศ ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ทางการเกษตร ขณะเดียวกัน ใช้มาตรการทางภาษีสกัดกั้นการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ โดยเพิ่มภาษีนำเข้าข้าวเป็นร้อยละ 53 ในเดือนกรกฎาคม 2555 และปรับเพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยละ 113 เมื่อเดือนมกราคม 2556 ขณะนี้ รัฐบาลไนจีเรียกำลังกำหนดมาตรการห้ามนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ โดยจะให้มีผลตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป

·      นาย Akinwunni Adesina รัฐมนตรีเกษตรและพัฒนาชนบทของไนจีเรียได้พยายามเร่งรัดให้รัฐต่างๆ ของไนจีเรียปลูกข้าวให้ได้ตามจำนวนที่ต้องการ โดยให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย อุปกรณ์การเกษตร รวมทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ “เพื่อให้ได้คุณภาพข้าวที่สามารถแข่งกับข้าวที่นำเข้าจากต่างประเทศได้”

·      นาย Aganga Olusegun Olutoyin รัฐมนตรีการค้าและการลงทุนของไนจีเรียได้ดำเนินการสนองนโยบายรัฐบาล   ให้ความสำคัญต่อการลงทุนด้านการเพาะปลูก ผลิต และจัดจำหน่ายข้าวภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงของไนจีเรียต่อภาวะอาหารในโลกขาดแคลนและมีราคาแพง โดยมิได้ให้ความสำคัญกับการนำเข้าข้าวในรูปแบบการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ  ทั้งนี้ ได้ให้การนำเข้าข้าวเป็นเรื่องของภาคเอกชน

·      มาตรการที่ส่งเสริมการผลิตข้าวของรัฐบาลไนจีเรียประกอบด้วย การจัดสรรที่ดินเพื่อปลูกข้าวในแต่ละรัฐ โดยไม่ต้องเช่าตามกฎหมายการครอบครองที่ดิน ปี ค.ศ. 1978 การให้เงินกู้โดยผ่านรัฐบาลท้องถิ่นและธนาคารกลางในอัตราดอกเบี้ยต่ำ การจัดหาปุ๋ยเพื่อใช้ในการเกษตรในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด การสนับสนุนการศึกษาวิจัยเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมในท้องถิ่น (พันธุ์ NERICA) และการพัฒนาการผลิตข้าวโดยเงินกู้และความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ จากองค์การระหว่างประเทศ อาทิ World Bank, FAO, USAID, JICA, KOICA และ UNDP



พื้นที่และปริมาณการผลิตข้าว

·      ไนจีเรียมีพื้นที่ทั้งหมด 923,768 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าประเทศไทยเกือบ 2 เท่า มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 120 ล้านเฮคเตอร์ พื้นที่ปลูกข้าวขยายตัวเป็น 4.9 ล้านเฮคเตอร์ แต่ในทางปฏิบัติ ใช้พื้นที่ปลูกข้าวได้เพียง 2.2 ล้านเฮคเตอร์เท่านั้น เนื่องจากขาดการพัฒนาระบบน้ำที่ดี ผลผลิตข้าวเปลือกต่อพื้นที่ 1 เฮคเตอร์ ประมาณ 1.47 ตัน ซึ่งถือว่าได้ผลผลิตต่ำมาก

·      การเพาะปลูกข้าวของไนจีเรียจะอยู่ในพื้นที่ Rain fed Lowland ร้อยละ 50 Rainfed Upland ร้อยละ 25 Irrigated Lowland ร้อยละ 16 และ Deep Water & Mangrove Swamp ร้อยละ 9

·      พื้นที่ที่ปลูกข้าวส่วนใหญ่อยู่ในรัฐ Ondo รัฐ Osun รัฐ Ekiti รัฐ Delta รัฐ River รัฐ Nigerรัฐ Benue    รัฐ Ebonyi และรัฐ Cross River

·      ในปี 2556 ไนจีเรียคาดว่าจะผลิตข้าวได้ประมาณ 3.1 ตัน แต่มีความต้องการบริโภคประมาณ 5 – 5.5 ล้านตัน ดังนั้น ไนจีเรียจะต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศในปริมาณ 1.9 – 2.2 ล้านตัน



การนำเข้าข้าวไทยของไนจีเรีย ปี 2552 – 2556

·      ปี 2552 ปริมาณ 1.07 ล้านตัน มูลค่า 577.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 8.01 เมื่อเทียบกับปี 2551)

·      ปี 2553 ปริมาณ 1.39 ล้านตัน มูลค่า 639.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.7)

·      ปี 2554 ปริมาณ 1.54 ล้านตัน มูลค่า 775.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.29)

·      ปี 2555 ปริมาณ 1.2 ล้านตัน มูลค่า 677.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(ลดลงร้อยละ 12.58)

·      ในปี 2556 (ม.ค. – พ.ค.) ปริมาณ 60,000 ตัน มูลค่า 33.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 91.50)

            ซึ่งเป็นปริมาณการนำเข้าข้าวไทยที่น้อยมาก            

สาเหตุที่ไนจีเรียนำเข้าปริมาณข้าวไทยลดลง

·      ผลกระทบจากราคาข้าวนำเข้าจากอินเดีย โดยราคาข้าวนึ่งไทย (ราคา C&F ที่ท่าเรือลากอส) อยู่ที่ตันละ 615 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวนึ่งอินเดียที่ราคาตันละ 508 ดอลลาร์สหรัฐ (ราคาต่างกัน 107 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน)

·      ระเบียบและขั้นตอนการนำเข้าข้าว ผู้นำเข้าจะต้องขอนุญาตจากหน่วยงานควบคุมการนำเข้าอาหารและยาของไนจีเรีย (National Agency for Food and Drug Administration and Control (NAFDAC))    

·      อัตราภาษีนำเข้าข้าวปรับสูงขึ้นร้อยละ 113 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ประกอบด้วย Import Duty ร้อยละ 10 Levy ร้อยละ 100 Surcharge ร้อยละ 1.42 (ร้อยละ 7 ของ Import Duty) CISS (Comprehensive Inspection Supervision Scheme) ร้อยละ 1 (on FOB) และ ETLS (ECOWAS Trade Liberalization Scheme) ร้อยละ 0.5 (on CIF)

·      คู่แข่งที่สำคัญของไทย ได้แก่ อินเดีย เวียดนาม ปากีสถาน บราซิล และสหรัฐฯ

ที่มา    : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา
อ้างอิง :  http://thaiembassynigeria.com/index
25 กันยายน 2556

Back to the list

สาระน่ารู้อื่น ๆ