ทำความรู้จักกฎหมายต่อต้านการกดขี่แรงงานและการค้ามนุษย์ฉบับใหม่ “California Transparency in Supply Chain Act 2010”
         California Transparency in Supply Chain Act 2010 เป็นกฎหมายต่อต้านการกดขี่แรงงานและการค้ามนุษย์ ซึ่ง   มลรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศเป็นกฎหมายที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2555 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าปลีกที่มีธุรกิจในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีเงินได้จากทั่วโลกตั้งแต่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีขึ้นไป ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ในห่วงโช่การผลิตสินค้าของบริษัท โดยต้องเปิดเผยต่อสาธารณะผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท

          การเปิดเผยข้อมูลต้องครอบคลุมการดำเนินการในประเด็นต่างๆ อย่างน้อยที่สุด ดังนี้
          1. การประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดการค้ามนุษย์ในห่วงโว่การผลิตสินค้าของบริษัทโดยบุคคลที่สาม
          2. การตรวจสอบคู่ค้าของบริษัทโดยบุคคลที่สามโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อให้คู่ค้าปฏิบัติตามาตรฐานด้านการป้องกันการค้ามนุษย์ที่บริษัทกำหนด
          3. การกำหนดให้คู่ค้าของบริษัทต้องแสดงหลักฐานรับรองว่ากระบวนการผลิตสินค้าไม่ขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ในประเทศที่ดำเนินการผลิต
          4.การกำหนดมาตรการและกระบวนการลงโทษพนักงงานหรือคู่ค้าที่ไม่ปฏฺบัติตามมาตรฐานด้านการป้องกันการค้ามนุษย์ที่บริษัทกำหนด
          5. การจัดให้มีการฝึกอบรมเกี่ยวกับการป้องกันการค้ามนุษย์สำหรับพนักงงานที่รับผิดชอบการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตของบริษัท
          ทั้งนี้ หากไม่มีการดำเนินการในประเด็นใด ให้เปิดเผยว่าไม่มีการดำเนินการในประเด็นนั้น

          ในกรณีที่พบว่ามีผู้ผลิตหรือผู้ค้าปลีกรายใดฝ่าฝืน กฎหมายดังกล่าวให้อำนาจอัยการสูงสุดมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในการกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว และกำหนดให้ Franchise Tax Board มลรัฐแคลิฟอร์เนีย (ซึ่งดูแลการจัดเก็บและขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) ต้องจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ผลิตหรือผู้ค้าปลีกที่เข้าข่ายส่งให้อัยการสูงสุดมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นประจำทุกปี เพื่อประโยชน์ในการบังคับใช้กฎหมาย

          ผลกระทบที่อาจมีต่อผู้ประกอบการไทย

          เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวไม่ได้กำหนดหรือบังคับให้ผู้ผลิต/ผู้ค้าปลีกต้องกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์โดยตรง เพียงแต่บังคับให้ผู้ผลิต/ผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะว่ามีการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค ซึ่งหวังว่าจะเป็นแรงผลักดันให้บริษัทต่างๆ กำหนดมาตการป้องกันการค้ามนุษย์ตามความสมัครใจ    ดังนั้น ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอาจได้รับผลกระทบจากกฎหมายดังกล่าวในระดับที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับคู่ค้าในสหรัฐฯ ว่า   เข้าข่ายหรือไม่ และมีการตอบสนองต่อกฎหมายดังกล่าวอย่างไร โดยอาจเป็นได้ทั้งไม่ได้รับผลกระทบเลย เนื่องจากคู่ค้าไม่เข้าข่าย หรือคู่ค้าในสหรัฐฯ มีมาตรการด้านการป้องกันการค้ามนุษย์พร้อมอยู่แล้ว หรือ ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากที่คู่ค้าในสหรัฐฯ ไม่มีมาตรการป้องกัน จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการต่างๆ ขึ้นมาใหม่

          อย่างไรก็ดี เพื่อให้การแจ้งเตือนผู้ประกอบการไทยมีประสิทธิภาพ นอกเหนือจากการแจ้งข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวข้างต้นให้ทราบแล้ว ผู้ประกอบการไทยอาจต้องติดตามและตรวจสอบรายชื่อผู้ผลิต/ผู้ค้าปลีกที่เข้าข่ายในบัญชีรายชื่อของ Franchise Tax Board ซึ่งจะจัดทำ    ส่งให้อัยการสูงสุดภายในวันที่ 30 พ.ย. ของทุกปี โดยครั้งแรกภายใน 30 พ.ย. 2553 ซึ่ง สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส จะได้ติดตามและนำข้อมูลดังกล่าวมาเสนอให้ต่อไป

ที่มา : สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส
อ้างอิง : http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/information_business
19 กันยายน 2556

Back to the list

สาระน่ารู้อื่น ๆ