สาระสำคัญกฎหมายปฏิรูปความปลอดภัยสินค้าอาหารของสหรัฐฯ

สหรัฐฯ ได้ประกาศใช้กฎหมาย Food Safety Modernization Act (FSMA) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2554 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปฏิรูประบบการควบคุมความปลอดภัยอาหาร โดยได้เปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมสาระสำคัญของกฎหมายความปลอดภัยอาหารฉบับ ปัจจุบัน (The Federal Food Drug, and the Cosmetic Act of 1938) อีกทั้ง เพิ่มอำนาจให้แก่ USFDA (US Food and Drug Administration) ใน การบังคับใช้กฎระเบียบต่างๆ กับผู้ประกอบการ ควบคุม และตรวจสอบกระบวนการผลิตสินค้าให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อเน้นให้การควบคุมเป็นมาตรการเชิงป้องกัน (preventive measure) แทนการตอบโต้ภายหลังเกิดปัญหา

ทั้งนี้ โครงสร้างกฎหมาย FSMA ประกอบด้วยเนื้อหาสำคัญ 4 ส่วนหลัก ได้แก่

1. การปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัยและสอดรับกับสถานการณ์ใหม่ๆ อาทิ

- การเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับและจัดระบบการเก็บข้อมูลการผลิตให้ครอบคลุมสินค้าอาหารทุกประเภท นอกจากนี้ USFDA จะมีอำนาจในการกำหนดและบังคับใช้มาตรฐานสินค้าผักผลไม้สด (fresh produce) และส่วนประกอบวัตถุดิบ (raw ingredient) ร่วมกับกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ซึ่งในระยะแรก USFDA จะกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของผักผลไม้สดที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ มะเขือเทศ อย่างไรก็ดี ระเบียบดังกล่าวจะยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่า USFDA และกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ จะประกาศระเบียบมาตรฐานและรายการผักผลไม้สดที่รวมอยู่ภายใต้ระเบียบนี้

- การปรับปรุงข้อกำหนดความปลอดภัยด้านอาหาร/มาตรการ HACCP ซึ่งปัจจุบันบังคับใช้กับสินค้าประมง และผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ภายในสิ้นปี 2554 และจัดทำกฎระเบียบสุดท้ายในปี 2555

- การปรับปรุงระเบียบการจดทะเบียนการค้า โดยกฎหมาย FSMA กำหนดให้เจ้าของ/ตัวแทนโรงงานผลิตสินค้าทั้งในและต่างประเทศที่ส่งสินค้าเข้าสหรัฐฯ ต้องต่ออายุการจดทะเบียนโรงงานผลิตทุกๆ 2 ปี ซึ่งจะเริ่มต้นบังคับใช้ครั้งแรกระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2555 และให้ต่ออายุได้ในช่วงดังกล่าวทุกๆ 2 ปี ทั้งนี้ กฎระเบียบนี้จะมีผลบังคับใช้ในทันที หากโรงงาน/ผู้ส่งออกที่ไม่ได้จดทะเบียนใหม่ในช่วงเวลาดังกล่าว จะถูกปฏิเสธนำสินค้าเข้าสหรัฐฯ ทันที

2. การเพิ่มความน่าเชื่อถือในระบบป้องกันความปลอดภัยอาหาร (accountability) กล่าวคือ การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอาหารตลอดสาย โดยกฎหมาย FSMA ได้เพิ่มอำนาจใหม่ๆ ให้ USFDA ในการตรวจสอบและปฏิบัติตาม อาทิ

- อำนาจในการเข้าถึงบันทึกเอกสาร (record access) USFDA สามารถ เรียกตรวจสอบบันทึกเอกสาร แผนความปลอดภัยทางอาหาร รวมถึงผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ ขั้นตอนการขนส่ง และหลักฐานแสดงการดำเนินงานตามแผน HACCP หรือมาตรการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงต่างๆ โดยเอกสารเหล่านี้ผู้ประกอบการต้องเก็บรักษาไว้อย่างต่ำ 2 ปี ทั้งนี้ ระเบียบดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. 2556

- การ เพิ่มความรับผิดชอบของผู้นำเข้า ในการรับรองผู้จัดส่งสินค้าจากต่างประเทศ ว่าได้จัดซื้อสินค้าที่มีความปลอดภัย มีการควบคุมเชิงป้องกันเพียงพอ ดังนั้น กฎระเบียบนี้อาจส่งผลให้ผู้นำเข้าเรียกร้องข้อมูลจากผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออก มากขึ้น และเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. 2556

3. การติดตามและตรวจสอบ (oversight) โดยมุ่งเน้นตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าอย่างละเอียด ซึ่งรวมถึง

- การเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบโรงงานผลิตทุกปี โดย USFDA จะเข้าตรวจสถานที่ผลิตอาหารและฟาร์มในประเทศ โดยอ้างอิงจากหลักเกณฑ์ความเสี่ยงสูง ภายใน 5 ปีหลังการออกกฎหมายและไม่ต่ำกว่าทุกๆ 3 ปี ต่อจากนั้น สำหรับอาหารนำเข้า ภายใน 1 ปีแรกหลังการประกาศใช้ USFDA ต้องตรวจสถานที่ผลิตอาหารในต่างประเทศอย่างน้อย 600 แห่ง และเพิ่มจำนวนการตรวจสอบขึ้น 2 เท่าทุกปีเป็นเวลา 5 ปีติดต่อกัน กฎหมายกำหนดให้ นอกจากนี้ USFDA มีอำนาจปฏิเสธการนำเข้าสินค้าอาหารจากโรงานผลิตที่ไม่ยิมยอมให้เข้าตรวจสอบได้

- การให้อำนาจตัดสินใจโดยเด็ดขาดแก่ USFDA Commissioner ในการบังคับเรียกคืนสินค้าแทนผู้ผลิต และอำนาจระงับใบทะเบียนชั่วคราว

4. การเพิ่มขีดความสามารถนการทำงานโดยร่วมมือกับหน่วยงานอื่น (leveraging) อาทิ

การให้อำนาจ USFDA ใน การจัดทำความตกลง หรือแผนงานความร่วมมือด้านเทคนิคเพื่อแบ่งปันข้อมูลเชิงรุกกับประเทศคู่ค้า สหรัฐฯ การจัดทำความตกลงระหว่างหน่วยงานในสหรัฐฯ เรื่องการใช้ทรัพยากรเพื่อตรวจสอบสถานที่ผลิตอาหารทะเลทั้งในและต่างประเทศ การจัดตั้งระบบการยอมรับการตรวจสอบโดยบุคคลที่ 3 (องค์กร/ห้องปฏิบัติการ) ในการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของสถานที่ผลิตอาหารที่ได้รับการตรวจสอบ

ทั้งนี้ โดยที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าสินค้าที่สำคัญของสหรัฐฯ ในการนี้ ผู้ประกอบการไทยที่สนใจและต้องการศึกษาเนื้อหากฎหมาย FSMA อย่างละเอียด สามารถสืบค้นข้อมูลซึ่งเว็บไซต์ USFDA ได้มีการแปลข้อมูลเป็นภาษาไทยได้ ที่นี่

ปรับปรุงจากรายงานสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน
กุมภาพันธ์ 2554

ที่มา ศูนย์ US Watch กระทรวงการต่างประเทศ
จาก http://uswatch.mfa.go.th/uswatch/th/information_business/detail.php?info=869
17 กรกฎาคม 2556

Back to the list

สาระน่ารู้อื่น ๆ