ภูมิหลังการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี

การเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี เกิดขึ้นจากแนวคิดในการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทย (พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร) กับประธานาธิบดีของชิลี (Mr. Ricardo Lagos Escobar) ระหว่างการเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 11 เมื่อปี 2546

หลังจากนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-ชิลี (Thailand-Chile Joint Study on the Feasibility of a Free Trade Agreement) ซึ่งได้สรุปผลการศึกษาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 และมีสาระสำคัญ ดังนี้

การศึกษาครอบคลุมประเด็นการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พบว่า การจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี จะช่วยให้เกิดการขยายการค้า และการลงทุนระหว่างสองฝ่ายเพิ่มมากขึ้น โดยสินค้าส่งออกของไทยที่จะขยายตัวมากขึ้น ได้แก่ ยานยนต์ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบยานยนต์ ข้าว สับปะรด ยางพารา ปลาทูน่ากระป๋อง สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์พลาสติก ขณะเดียวกันสินค้าที่คาดว่าจะมีการนำเข้าจากชิลีมากขึ้น ได้แก่ ปลาแซลมอน ของปรุงแต่งที่ทำจากพืช ผัก และผลไม้ เยื่อกระดาษ อาหารสัตว์ และไวน์ เป็นต้น

ส่วนสินค้าที่ไทยกับชิลีไม่เคยมีการค้ากันมาก่อน การทำความตกลงการค้าเสรีก็จะทำให้สินค้าดังกล่าวมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าไทยจะสามารถส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปชิลีได้เพิ่มขึ้นระหว่าง 29-218 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าเพิ่มขึ้นจากชิลีระหว่าง 85-173 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในส่วนของการค้าบริการและการลงทุน การทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าบริการและขยายการลงทุนให้มากขึ้น สาขาบริการที่ไทยมีศักยภาพในการลงทุนในชิลี ได้แก่ การท่องเที่ยว และสปา และสาขาที่มีศักยภาพในการร่วมลงทุนกับชิลี ได้แก่ การขนส่งทางเรือ การขนส่งทางอากาศ การจัดจำหน่าย และการประมง เป็นต้น

ต่อมา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้จัดทำกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี โดยได้รวบรวมความเห็น และข้อเสนอแนะของทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2553 รวมทั้งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 และ 15 กันยายน 2553 ตามลำดับ

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2553 ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่ประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) และประธานาธิบดีชิลี (Mr. Sebastián Piñera) ได้ร่วมกันประกาศให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ และขยายโอกาสทางการค้า และการลงทุนระหว่างกัน

ความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลีฉบับนี้ มีลักษณะเป็นความตกลงแบบ Comprehensive ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมการลด/ยกเลิกภาษีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาที่ไทย และชิลีมีศักยภาพ และความสนใจร่วมกัน ส่วนกำหนดการเจรจานั้นทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้การเจรจาความตกลงนี้เสร็จสิ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 ซึ่งเป็นปีที่ไทย และชิลีสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 50 ปี เมื่อแล้วเสร็จ ความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี จะเป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับที่ 2 ที่ไทยเจรจาจัดทำกับประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา หลังจากที่ได้จัดทำกับเปรูแล้ว

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2554 ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มต้นการเจรจารอบแรกที่กรุงเทพมหานคร และต่อมาเมื่อวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2554 ได้มีการเจรจารอบที่ 2 ที่กรุงซันติอาโก ประเทศชิลี ซึ่งผลการเจรจามีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ ส่วนการเจรจารอบถัดไปนั้น จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานครระหว่างวันที่ 26-29 กรกฎาคม 2554

สำหรับประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการทำความตกลงการค้าเสรีกับชิลี คือ ไทยจะสามารถนำเข้าวัตถุดิบสำคัญเพื่อการผลิตสินค้า อาทิ สินแร่ ได้แก่ แคโทด ทองแดง โมลิบดีนัม และสินค้าเกษตร เช่น เยื่อกระดาษ อาหารสัตว์ ธัญพืช ผลไม้สด และสินค้าประมง ขณะที่สินค้าส่งออกของไทยที่จะได้ประโยชน์ ได้แก่ รถยนต์ และส่วนประกอบ เครื่องซักผ้า และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋อง และแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกล และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และผลไม้กระป๋อง เป็นต้น

นอกจากนี้ ความตกลงฉบับดังกล่าว ยังจะเป็นกลไกในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีทางเศรษฐกิจการค้า สร้างโอกาสทางการค้า และการลงทุนระหว่างอาเซียน และภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยใช้ไทยและ ชิลีเป็นประตูการค้ารวมทั้งเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันของไทยกับประเทศอื่นๆ ที่มีความตกลงการเสรีกับชิลีได้อย่างมีประสิทธิภาพ



ที่มา: สำนักอเมริกา ยุโรป และแอฟริกา, กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, มีนาคม 2554
ปรับปรุงโดย สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงซันติอาโก, กรกฎาคม 2554

ที่มา : http://www.thaibizchile.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=539287907 
17 กรกฎาคม 2556

Back to the list

สาระน่ารู้อื่น ๆ