สถานการณ์พลังงานของบรูไนในปัจจุบัน

หลังจากบรูไนได้ค้นพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในศตวรรษที่ 18 และเป็นสินค้าส่งออกหลักที่ทำรายได้ให้กับประเทศ จนกระทั่งปัจจุบันบรูไนเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย

ใน ค.ศ 2008 บรูไนผลิตน้ำมันดิบประมาณ 154,315 บาเรลต่อวัน และผลิตก๊าซเหลวธรรมชาติได้เป็นอันดับ 4 ของโลก ประมาณ 895 ล้านคิวบิก/ฟุต ผลผลิตของน้ำมันและก๊าซส่งผลให้รายได้ประชาชาติสูงถึง 23,000 เหรียญสหรัฐ รองจากสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีรายได้ประชาชาติสูงที่สุดในภูมิภาค กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการณ์ว่าเศรษฐกิจบรูไนใน ค.ศ. 2009 ขยายตัวร้อยละ 1.9 และ World Economic Forum (WEF) ประจำปี ค.ศ 2008 –2009 จัดบรูไนเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางการพัฒนาเศรษฐกิจในลำดับ 39 จาก 134 ประเทศทั่วโลก

นอกจากตระหนักถึงการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศแล้ว รัฐบาลบรูไนยังให้ความสำคัญกับการผลิตและการกลั่นน้ำมันที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2553 Brunei Shell Petroleum (BSP) ได้จัดการเสวนาและจับคู่ทางธุรกิจ (Vendor Forum) ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำทุกปี เพื่อเปิดโอกาสแก่นักธุรกิจและผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจด้านน้ำมันและก๊าซของบรูไน

ผู้บริหารจากประเทศแคนาดา 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท Pure Technologies (China) Limited ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางท่อ และจัดระบบท่อ บริษัท Pipeline Inspection and Condition Analysis (PICA) Corporation ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการตรวจสอบท่อและการซ่อมแซม และบริษัท Aquatic Informatics ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลสิ่งแวดล้อมจากชลประทาน ทะเลสาบและเขื่อน ได้เข้าพบปะกับหุ้นส่วนท้องถิ่นในบรูไนทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งมองเห็นศักยภาพในการร่วมมือกับบรูไนในภาคอุตสาหกรรมนี้

อย่างไรก็ตาม น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป (Exhausting natural resources) จึงมีการคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำรองที่ยืนยันแล้ว (proven reserve) ของประเทศจะหมดลงภายใน 25 ปีและ 40 ปีตามลำดับ รัฐบาลบรูไนมีความกังวลว่าการพึ่งพาการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว จึงมีนโยบายลดปริมาณการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติลง และได้กำหนดแผนกระจายฐานทางเศรษฐกิจ เช่น การเกษตร ท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล และพลังงานทางเลือก

ตามแผนพัฒนาแห่งชาติ ค.ศ. 2007– 2012 เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาแหล่งทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิตอาหารและสิ่งแวดล้อม บรูไนจึงมีโครงการสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทน ได้แก่

  1. พลังงานแสงอาทิตย์ บรูไนริเริ่มศึกษาโครงการพลังงานทดแทนโดยเน้นพลังงานแสงอาทิตย์มาตั้งแต่ค.ศ 2007 ผลของการศึกษาพบว่า หากบรูไนพัฒนาที่ดินเพียงร้อยละ 1ของพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 5,270ตารางกิโลเมตรเพื่อติดตั้งแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ (Photovoltaic cell) จะทำให้บรูไนสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้วันละ 26,350เมกกะวัตต์ หรือประมาณปีละ 9.6ล้านเมกกะวัตต์ ซึ่งมากกว่าปริมาณกระแสไฟฟ้าที่บรูไนผลิตได้ในปี 2548ที่ 2.9ล้านเมกกะวัตต์ อย่างไรก็ดี เนื่องจากการผลิตกระแสไฟฟ้าจาก พลังงานแสงอาทิตย์มีต้นทุนที่สูง จึงมีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลบรูไนจะเลือกการผลิตในระดับที่เพียงพอต่อการใช้งานภายในประเทศเท่านั้น เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ 2008 สำนักนายกรัฐมนตรีบรูไนได้ลงนามในสัญญากับบริษัท Mitsubishi Gas Corporationเพื่อดำเนินโครงการสาธิตการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์นำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการก่อสร้างสถานีส่งกระแสไฟฟ้าในเขตซีเรีย (Seria)

  2. พลังงานน้ำ ในเขตเตมบูรง (Temburong) ของบรูไนมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำได้ถึง 300กิโลวัตต์ หรือ 70 - 80เมกกะวัตต์ต่อปี แต่มีต้นทุนสูง

  3. พลังงานถ่านหิน บรูไนได้เริ่มสำรวจแหล่งถ่านหินและศึกษาประเมินต้นทุนการผลิตใน 3เขต ได้แก่ เขตแม่น้ำตูตง (Tutong River)เขตลาบีใต้ (South of Labi Areas) และเขตเนินเขาลุมุท (Lumut Hills) วันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ. 2007 รัฐบาลบรูไนและ The Far East Energy (FEE) Corporation Pty Ltd ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจถ่านหินในบรูไน

  4. พลังงานจากก๊าซมีเธน (coalbed methane) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงไหม้สะอาด ซึ่งเพิ่มความสำคัญในการใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาด้านพลังงานทางเลือกของบรูไนนั้นยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เช่น ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และบุคคลากร ดังนั้น รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญในการดำเนินนโยบายส่งเสริมโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมีมากกว่า โดยเมื่อวันที่ 11กุมภาพันธ์ ค.ศ 2008 มกุฏราชกุมารบรูไนได้เสด็จฯ วางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตเมธานอลแห่งแรกของบรูไน ในบริเวณนิคมอุตสาหกรรม Sungai Liang ซึ่งมีมูลค่าการก่อสร้าง 450ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเป้าหมายกำลังการผลิต 850,000เมตริกตันต่อปี โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของ Brunei Methanol Company Sdn Bhd (BMC) โดยเป็นความร่วมมือและร่วมทุนของ บริษัท Brunei National Petroleum กับบริษัท Mitsubishi Gas Chemical และบริษัท Itochu Corporation

อนึ่ง รัฐบาลบรูไนมีนโยบายชดเชยราคาน้ำมันให้แก่ประชาชน โดยได้สิทธิ์ในการจ่ายราคาน้ำมันเพียง 53 เซ็นต์ (ดอลล่าร์บรูไน) ต่อลิตร จากราคาน้ำมันในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น 98 เซ็นต์ (ดอลล่าร์บรูไน) ต่อลิตร ซึ่งอาจทำให้ประชาชนไม่เห็นถึงคุณค่าของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่นับวันก็จะยิ่งลดปริมาณลง ดังนั้น เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ 2010 กระทรวงพลังงานจึงได้มีแนวคิดวัน Energy Day 2010 เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของการที่รัฐจะต้องจ่ายเงินชดเชยราคาน้ำมันให้แก่ประชาชนขึ้น ซึ่งในวันดังกล่าวประชาชนจะต้องซื้อน้ำมันในราคาตลาด



ที่มา จับตาเอเชียตะวันออก East Asia Watch
อ้างอิง http://www.eastasiawatch.in.th/article.php?section=5&id=376
17 กรกฎาคม 2556

Back to the list

สาระน่ารู้อื่น ๆ