ยานยนต์และชิ้นส่วน

ประเทศไทยมีการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนมายาวนานกว่า 50 ปี จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตของภูมิภาคเอเชีย ดังจะเห็นได้จากยอดการผลิตรถยนต์ในปี 2555 ที่ผ่านมาซึ่งไทยสามารถผลิตรถยนต์ได้ทั้งสิ้น 2,453,717 คัน นับเป็นสถิติสูงสุดรอบ 51 ปี และส่งผลให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 10 ของโลกไปแล้วในขณะนี้

ทั้งนี้ รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยส่งออกไปขายทั่วโลกมีตลาดใหญ่ที่สุดคือ เอเชีย คิดเป็นสัดส่วน 32% ของการส่งออกทั้งหมด ตามมาด้วยตะวันออกกลาง 26% ออสเตรเลีย และโอเชียเนีย 20% อเมริกาใต้ 12% ยุโรป 7% และแอฟริกาใต้ 3%

เมื่อพิจารณาโอกาส และความท้าทายของตลาดแต่ละภูมิภาค พบว่าในส่วนของตลาดเอเชียซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของไทยยังคงมีโอกาสที่สินค้ายานยนต์ และชิ้นส่วนจะเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะการเจาะตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ สปป.ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย และกำลังมีการพัฒนา ด้านเศรษฐกิจ ประชาชนมีกำลังซื้อสูงขึ้น และมีความต้องการใช้รถยนต์มากขึ้น ทั้งยังเป็นกลุ่มประเทศที่มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่อกันทำให้อุปสรรคด้านการค้าต่ำ เอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศด้วย

ในตลาดยุโรป สินค้ากลุ่มรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นกัน โดยสินค้าที่ค่อนข้างโดดเด่น ได้แก่ รถปิคอัพ และรถบรรทุก ซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดตุรกี และไทยมีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศนี้อยู่ที่ 1.35% นอกจากนี้ ไทยยังมีการส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์ และชิ้นส่วน รวมถึงยางรถยนต์เข้าไปยังอังกฤษ นอร์เวย์ เอสโตเนีย สโลวีเนีย ฯลฯ อีกด้วย

สำหรับตลาดในภูมิภาคแอฟริกา ไทยมีการส่งออกรถยนต์ไปจำหน่ายในประเทศแอฟริกาใต้คิดเป็นมูลค่าราว 200 ล้านดอลลาร์ต่อปี และมีโอกาสที่จะขยายตัวได้มากขึ้นอีก เนื่องจากแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ และมั่นคงเป็นศูนย์กลางการคมนาคม และการลงทุน ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ต้องการซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น เพราะถือเป็นเครื่องบ่งฐานะทางสังคมของผู้คน โดยเฉพาะรถยนต์ประเภทขับเคลื่อนสี่ล้อ และรถกระบะ ทำให้มีความต้องการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ในการซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ด้านตลาดในโซนแปซิฟิกใต้ก็เป็นกลุ่มที่น่าจับตามองเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากตลาดในเปรู เวเนซุเอลา เอกวาดอร์ โคลัมเบีย โบลิเวีย ซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตสูงขึ้นทำให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น คนชั้นกลางที่เพิ่มจำนวนขึ้น ทั้งยังมีการพัฒนาโครงการขั้นพื้นฐาน และเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อภายในประเทศ และภายในภูมิภาค ทำให้มีความต้องการใช้รถยนต์เพิ่มขึ้น ประกอบกับรถยนต์ และอุปกรณ์ต่างๆ จากไทยมีคุณภาพ และเริ่มติดตลาด ผู้บริโภคมีความพึงพอใจในคุณภาพ จึงทำให้ตลาดในกลุ่มประเทศเหล่านี้ขยายตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้รถยนต์ และชิ้นส่วนจากไทย ยังเป็นสินค้านำเข้าที่มีมูลค่ามากเป็นอันดับ 1 ในชิลี ปานามา คอสตาริกา และเอลซัลวาดอร์ โดยมีราคาต่อหน่วยสูง และยังมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถกระบะในชิลี ที่มีความต้องการมากในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ประกอบกับสินค้าไทยก็เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับในแง่คุณภาพ อย่างไรก็ตามคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดชิลี ได้แก่ เม็กซิโก เกาหลีใต้ ซึ่งมีความได้เปรียบไทย เนื่องจากมีต้นทุนการขนส่งสินค้าที่ต่ำกว่า และมีความตกลงการค้าเสรีกับชิลีที่มีผลบังคับใช้แล้ว

สำหรับประเทศออสเตรเลียนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่สำคัญของไทย โดยปัจจุบันไทยมียอดส่งออกรถยนต์ และส่วนประกอบไปยังออสเตรเลียคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี แม้จะมีคู่แข่งสำคัญอย่างญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเยอรมนีก็ตาม

ปิดท้ายด้วยแนวโน้มตลาดรถยนต์ของโลก บริษัทวิจัยด้านตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์อย่าง R. L. Polk & Co. ได้คาดการณ์ไว้ว่า อีก 3 ปีข้างหน้า หรือ ในปี 2559 ตลาดโลกจะมียอดขายรถยนต์ถึง 96.3 ล้านคัน จากสถิติปี 2555 ที่มียอดขายรวมทั้งโลกอยู่ที่ 77.7 ล้านคัน ซึ่งมีตลาดสำคัญที่น่าจับตาคือ ยุโรปซึ่งคาดว่าในปี 2559 จะมีการขายรถยนต์ราว 23.7 ล้านคัน สหรัฐอเมริกา 16.3 ล้านคัน บราซิล 4.3 ล้านคัน จีน 23.6 ล้านคัน และญี่ปุ่น 4.8 ล้านคัน จากตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างมากนี้จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทย ยังมีอนาคตที่ค่อนข้างสดใสทีเดียว


ข่าวที่น่าสนใจ

  • สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเหล็กอเมริกาเหนือ (The United Steelworkers Union: USW) ได้ยื่นคำร้องต่อ International Trade Commission ขอไต่สวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนสำหรับสินค้ายางรถบรรทุกขนาดกลางและรถโดยสารของจีนในตลาดสหรัฐฯ ตามมาตรา 701 และ 731 ของกฎหมายภาษีศุลกากรอีกครั้ง หลังจากที่ USW เคยได้รับชัยชนะในการเรียกร้องให้ลงโทษสินค้ายางรถยนต์และรถบรรทุกขนาดเบาที่นำเข้าจากประเทศจีนมาแล้วในปีที่ผ่านมา
  •                  เยอรมนีเป็นประเทศที่ 22 ของสหภาพยุโรป ที่ได้มีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยค่าจ้างขั้นต่ำ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2015 โดยกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราชั่วโมงละ 8.50 ยูโร กฎหมายว่าด้วยค่าจ้างขั้นต่ำฉบับนี้มุ่งคุ้มครองแรงงานที่ทำงานในเยอรมนีทุกภาคส่วน รวมถึงในส่วนของภาคการขนส่งซึ่งครอบคลุมถึงพนักงานขับรถบรรทุกที่ขับรถข้ามผ่านพรมแดนเยอรมนี จนออกจากเขตเยอรมนี ที่มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างขึ้นต่ำในอัตราชั่วโมงละ…
  • มะนิลา-ฟิลิปปินส์อนุมัติโครงการอุดหนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ 600 ล้านดอลล่าร์เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตท้องถิ่น
  • แคนาดาเรียกคืนรถยนต์ 1 ล้าน 5 แสนคัน เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของถุงลมนิรภัยที่ผลิตโดยบริษัททาคาตะในญี่ปุ่น ซึ่งก่อนหน้านี้ สหรัฐฯก็ได้เรียกคืนรถยนต์ไปแล้ว 34 ล้านคัน สืบเนื่องจากกรณีเดียวกันนี้
  • ยอดการซื้อรถยนต์ในนครหนานหนิงมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับรวมรถยนต์แบรนด์ดังชั้นนำระดับโลก สะท้อนถึงระดับรายได้ คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของผู้ที่อาศัยในนครหนานหนิง
  •   1. ลักษณะพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวกรีก   ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินของกรีซปี 2552 ชาวกรีกมีพฤติกรรมการบริโภคในลักษณะหรูหราฟู่ฟ่า ทั้งการกิน การอยู่ และการแต่งกาย นิยมใช้รถสปอร์ตและจักรยานยนต์ที่มีราคาแพง เช่น BMW, Ducati, Triumph นิยมใช้เครื่องแต่งกายที่มีราคาแพงและรับประทานอาหารที่ภัตตาคาร แต่ภายหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2552 รัฐบาลกรีกเรียกเก็บภาษีประเภทต่างๆ มากขึ้น สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจบังคับให้ชาวกรีกใช้จ่ายอย่างประหยัดขึ้น โดยเปลี่ยนมาซื้อสินค้าในช่วงที่มีการลดราคา ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น…
  • จากบทความ 5 ตอนที่ผ่านมา ที่ได้เล่าถึงพัฒนาการของนครเซี่ยงไฮ้ ภายหลังการเปิดประเทศและปฎิรูปเศรษฐกิจของจีนตั้งแต่ปี 2521 ในด้านเศรษฐกิจ / การปฎิรูประบบที่อยู่อาศัยและการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ / การพัฒนาศูนย์กลางการเงิน / การพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ / และการพัฒนาธุรกิจของรัฐวิสาหกิจจีนนั้น ในบทความตอนสุดท้ายนี้ ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครเซี่ยงไฮ้ จะสรุปและวิเคราะห์กรอบและรูปแบบ ที่รัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้ใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ที่สะท้อนผ่านการพัฒนาทั้ง 5 สาขาดังกล่าวข้างต้น ตลอดระยะเวลา 30 ปี ตั้งแต่จีนเปิดประเทศ ซึ่งมีความน่าสนใจที่จะทำให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจรูปแบบและปัจจัยในการพัฒนาของนครเซี่ยงไฮ้--เมืองทันสมัยติดอันดับโลกที่เป็นหน้าตา ของประเทศจีนในปัจจุบัน รวมถึงเป็นภาพสะท้อนทิศทางการพัฒนาของเซี่ยงไฮ้ในอนาคต ดังนี้
  • อุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอุตสาหกรรมสำคัญของจีนที่มีพัฒนาการเคียงคู่กับการเปิดประเทศและปฎิรูปเศรษฐกิจ ตั้งแต่ปี 2521 ซึ่งได้สะท้อนรูปแบบการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมของจีนที่เริ่มต้นจากการดึงดูดเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ไปสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกที่มียอดขายและยอดส่งออกในอันดับต้นของโลกในปัจจุบัน และมีทิศทางการพัฒนาในอนาคตที่ต้องการผลิตรถยนต์ยี่ห้อของจีนเองที่มีศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ต่อการศึกษาเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจในประเทศ รวมถึงเป็นทิศทางการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจกับจีนต่อไป
  • เมืองเซี่ยเหมินใช้ระบบการแจ้งเตือนระดับมลพิษทางอากาศแบบใหม่ ที่ใช้สีส้มและสีแดงในการแสดงผล โดยระบบดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในเมืองเซี่ยเหมิน
  • รายงานข่าวจาก www.sxdaily.com.cn ภายหลังที่ Fast Gear ผู้ผลิตเกียร์และชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ของส่านซีและของประเทศจีนลงทุนในประเทศไทยเมื่อปี 2556 ณ นิคมอุตสาหกรรมเหมราช จ.ระยอง ล่าสุดเปิดตัว 8 ผลิตภัณฑ์ในงานมหกรรมยานยนต์ กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนยานยนต์ (Drive Line System),ระบบเครื่องส่งจักรกล(Mechanical transmission), ชุดถ่วงความเร็ว (Series retarder), ระบบเกียร์อัติโนมัติ (Automatic gearbox), เครื่องลดความเร็ว(reduction box)