ข้าว

“ข้าวไทย” เป็นสินค้าที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องในฐานะผู้ผลิตและส่งออกข้าวหอมมะลิคุณภาพอันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี และถึงแม้ในระยะหลัง “ข้าวไทย” จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านปริมาณการผลิตและราคาของประเทศคู่แข่งสำคัญ เช่น เวียดนาม หรือแม้กระทั่งการพัฒนาพันธุ์ข้าวของสหรัฐอเมริกาเพื่อแข่งขันกับข้าวหอมมะลิไทยโดยเฉพาะ รวมทั้งมาตรการกีดกันทางการค้าที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ แต่ “ข้าวไทย” ก็ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ซึ่งหากพิจารณาตลาดส่งออกข้าวไทยรายภูมิภาคจะพบว่า ตลาดสำคัญยังคงอยู่ในทวีปเอเชีย ทั้งเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ รวมถึงตะวันออกกลางและแอฟริกา นอกจากนี้ ยังกระจายไปในยุโรป อเมริกา และประเทศในแถบแปซิฟิกใต้

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ข้าวไทยมีศักยภาพในการส่งออกไปเจาะตลาดต่างๆทั่วโลก คือชื่อเสียงของประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกประกอบกับข้าวหอมมะลิไทยมีคุณภาพด้านรสชาติและความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ถูกปากของผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ชาวเอเชียซึ่งบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก รวมถึงประเทศที่สามารถปลูกข้าวเองได้แต่ยังมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ อาทิ บังคลาเทศ โอมาน ไนจีเรีย นอกจากนี้ ข้าวไทยยังมีโอกาสสูงในการเจาะตลาดต่างประเทศที่แม้ประชากรส่วนใหญ่จะไม่ได้บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก แต่ข้าวไทยก็ถือเป็นสินค้า premium สำหรับผู้มีรายได้ดีหรือเป็นที่นิยมในหมู่นักการทูตหรือเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศในประเทศนั้นๆ เช่น เนปาล เป็นต้น

ตลาดข้าวโลกในปัจจุบัน

ปัจจุบันประเทศต่างๆ ผลิตและบริโภคข้าวประมาณ 430 ล้านตัน/ปี แต่ส่วนใหญ่เป็นการผลิตและบริโภคภายในประเทศ ปริมาณข้าวที่เหลือสำหรับขายระหว่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 29-30 ล้านตัน/ปี ประเทศที่ผลิตข้าวเป็นดับ 1 คือจีน (ประมาณ 130 ล้านตัน/ปี) และอันดับ 2 คืออินเดีย (ประมาณ 80-90 ล้านตัน/ปี) ส่วนไทยผลิตข้าวมากเป็นอันดับ 6 (ประมาณ 19 ล้านตัน/ปี) แต่เป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก ส่วนคู่แข่งที่สำคัญของไทยมีหลายประเทศเช่น เวียดนาม บราซิล โดยขณะนี้ เวียดนามสามารถผลิตข้าวได้มากกว่าไทย (ประมาณ 24 ล้านตัน/ปี) และสามารถส่งออกข้าวเป็นอันดับสองของโลก ในขณะที่ประเทศที่นำเข้าข้าวที่สูงที่สุดคือ ฟิลิปปินส์และไนจีเรีย โดยทั้งสองประเทศนำเข้าข้าวในปี 2552 กว่า 2 ล้านตัน

การส่งออกข้าวของไทย

ข้าวไทยที่ส่งออกสู่ตลาดโลกนั้นมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมการบริโภคข้าวของประเทศนั้นๆ เช่น ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ บริโภคข้าวนึ่ง ฟิลิปปินส์ บริโภคข้าวขาว ญี่ปุ่น บริโภคข้าวขาว 100% และส่วนตลาดพรีเมี่ยมคือข้าวหอมมะลิ จะส่งไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป เป็นต้น

สำหรับประเทศในแถบยุโรป อเมริกา และกลุ่มประเทศแปซิฟิกใต้ ข้าวไทยก็เป็นที่นิยมเช่นเดียวกันโดยมีแนวโน้มขยายตัวตามความนิยมอาหารไทย และการย้ายถิ่นฐานของชาวเอเชียเข้าไปในประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งนับว่าเป็นผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ และมีการนำเข้าข้าวกว่า 6 แสนตันต่อปี หรือประมาณ 631 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีการเติบโตราว 10% ต่อปี ในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าข้าวเมล็ดยาวสีแล้วจากไทยประมาณ 3 แสนตัน สะท้อนให้เห็นว่าข้าวไทยมีความแข็งแกร่งมากในตลาดสหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศในแถบแปซิฟิกใต้ อาทิ เปรู เม็กซิโก คิวบานั้น แม้ว่าจะยังนำเข้าข้าวไทยในปริมาณไม่สูงนัก แต่นับเป็นตลาดที่น่าสนใจเพราะยังมีความต้องการในการนำเข้าอยู่พอสมควร และในปัจจุบัน ตลาดตะวันออกกลางเป็นอีกตลาดที่มีความต้องการบริโภคข้าวสูง โดยมีไทย เวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน เป็นแหล่งนำเข้าสำคัญ โดยในแต่ละปีไทยส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางเฉลี่ยประมาณ 1.22 ล้านตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว 100% ข้าวขาว 5% และข้าวนึ่ง

คู่แข่งที่สำคัญของไทย

ในปัจจุบันข้าวไทยเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยมีคู่แข่งในภูมิภาคที่สำคัญ เช่น เวียดนาม กัมพูชา ที่มีเป้าหมายเพิ่มการส่งออกข้าวไปยังตลาดโลกมากขึ้นและมีราคาถูกกว่าข้าวไทย ขณะเดียวกันหลายประเทศได้เน้นการปลูกข้าวเพื่อบริโภคในประเทศเองมากขึ้น และมีมาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงยังมีความนิยมในการบริโภคข้าวชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช้ข้าวขาวหรือข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของไทยด้วย

ประเทศที่เป็นคู่แข่งสำคัญในการส่งออกข้าวของไทยในตอนนี้คือ เวียดนาม โดยในปี 2552 ไทยผลิตข้าวได้ 31.65 ล้านตัน (เวียดนาม 38.90 ล้านตัน) ในขณะที่ไทยมีความสามารถในการผลิต 474 กิโลกรัมต่อไร่ (เวียดนาม837 กก./ไร่) ทำให้ราคาข้าวไทยอยู่ทีประมาณ 6,575 –8,715 บาท / ตัน (เวียดนาม 3,960 บาท/ตัน) ส่วนโครงสร้างการส่งออกข้าว ไทยส่งออกข้าวขาวประมาณ 2.3 ล้านตัน (เวียดนาม 5.3 ล้านตัน) ข้าวหอม 2.6 ล้านตัน (เวียดนาม 2.6 แสนตัน) ข้าวนึ่ง 2.8 ล้านตัน (เวียดนามไม่ส่งออกข้าวประเภทนี้) โดยระหว่างปี 2548 –2552 ไทยส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 (เวียดนามร้อยละ 76.5) นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ไทยยังมีคู่แข่งสำคัญคืออินเดีย ซึ่งขณะนี้งดการส่งออกข้าว ด้วยเหตุผลเพื่อการบริโภคภายในและเก็บสต๊อกเพื่อความปลอดภัยทางอาหาร ทำให้ไทยครองตลาดข้าวนึ่งในแอฟริกา แต่หากอินเดียเปลี่ยนนโยบายดังกล่าว ตลาดข้าวนึ่งไทยอาจลดลงกว่าร้อยละ 50 เนื่องจากข้าวนึ่งจากประเทศอินเดียมีต้นทุนการผลิตและราคาขายต่ำกว่าไทย แม้ว่าคุณภาพจะด้อยกว่า แต่ก็เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเพราะราคาถูก นอกจากนี้ พม่าก็เป็นคู่แข่งที่ควรจับตามอง เนื่องจากในปี 2552 สามารถส่งออกได้ถึง 1 ล้านตัน ทำให้พม่าเริ่มตื่นตัวในการสนับสนุนการส่งออกดังกล่าว และพื้นที่ในพม่ามีการชลประทานธรรมชาติที่ดี อีกทั้งในอดีต พม่าเคยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกมาแล้ว

สำหรับโอกาสทางการค้าของ “ข้าวไทย”

ในปัจจุบัน ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงนี้ หากพิจารณาจากสถิติการส่งออกข้าวไทยจะเห็นได้ว่า ไทยยังสามารถส่งออกข้าวในปริมาณที่สูง เนื่องจากข้าวหอมมะลิไทยและข้าวไทยยังคงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้บริโภคชาวเอเชียซึ่งพำนักอาศัยอยู่ทั่วโลก รวมถึงร้านอาหารไทยและร้านอาหารเอเชียจำนวนมากที่กำลังเติบโตในต่างแดน ดังนั้น หากผู้ประกอบการไทยสามารถรักษามาตรฐานในการผลิตข้าวไทยให้มีคุณภาพ โอกาสในการส่งออกข้าวไทยก็จะยังคงมีอยู่เสมอ


ข่าวที่น่าสนใจ

  • รัฐบาลอิรัก โดยกระทวงการค้าอิรัก ประกาศเปิดประมูลซื้อข้าวหอมมะลิ และข้าวนึ่งที่ผลิตในประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอัมมาน (ประเทศจอร์แดน) แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์
  • พื้นที่เพาะปลูก ลดใน ขยายนอก ข้าวนับเป็นธัญพืชที่สำคัญที่สุดในจีน โดยใช้พื้นที่เพาะปลูกราวร้อยละ 27-29 ของพื้นที่การเพาะปลูกธัญพืชของจีนโดยรวม และคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 20 ของพื้นที่การเพาะปลูกโดยรวมของโลก
  • ในสายตาของหลายคน “อิรัก” อาจเป็นประเทศที่ไม่ดึงดูดให้ไปทำธุรกิจด้วยมากนัก โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ความปลอดภัย
  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด รายงานว่า เมื่อต้นเดือน ก.พ. 2557 รัฐบาลเสปนได้ประกาศที่จะเดินหน้าปฏิรูประบบภาษีครั้งใหม่โดยมีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้             1. รัฐบาลสเปนเห็นว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีครั้งใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างงาน ภายหลังจากที่เศรษฐกิจของสเปนได้หลุดพ้นจากสภาวะถดถอยแล้วตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2556 กอปรกับการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ เริ่มมีสัญญานฟื้นตัว โดยนักลงทุนต่างชาติเริ่มหันมาซื้อตราสารหนี้และซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของกรุงมาดริดมากขึ้น             2. รัฐบาลสเปนได้แต่งตั้งคณะกรรมการทำงาน…
  • เมื่อวันที่ ๗ ก.พ. ๕๗ รัฐบาลโครเอเชียได้ประกาศรับสมัครผู้สนใจพัฒนาสถานตากอากาศ Kupari I ซึ่งเคยเป็นสถานตากอากาศติดชายทะเลของกองทัพที่เขต Zupa Dubrovacka เมืองดูบรอฟนิก ประกอบด้วยโรงแรม ๕ แห่ง ได้แก่ Kupari, Pelegrin, Grand, Goricina I และ Goricina II …
  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูดาเปส รายงานมาตรการส่งเสริมโครงการลงทุนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของโครเอเชีย ดังนี้ ๑.     เมื่อวันที่ ๒๕ ต.ค. ๕๖ รัฐสภาโครเอเชียได้เห็นชอบ พ.ร.บ.โครงการลงทุนที่มีความสำคัญ ทางยุทธศาสตร์เพื่ออำนวยความสะดวกในการขอรับใบอนุญาตสำหรับการเริ่มดำเนินโครงการฯ จากหน่วยงานต่าง ๆ ในโครเอเชีย พ.ร.บ. ดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๔ พ.ย. ๕๖ และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓…
  • ทำไมส่งออกข้าวไทยตกเป็นอันดับที่3 และข้าวเวียดนามถึงสามารถครองทั้งตลาดอาเซียนและตลาดโลกได้? บทเรียนที่ไทยต้องเรียนรู้...
  • ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดส่งออกหลักอย่าง EU ซึ่งยังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความเปราะบางอยู่มากและฟื้นตัวได้ช้า ดังนั้น การแสวงหาโอกาสทางการค้าจากตลาดส่งออกใหม่ๆ ที่มีศักยภาพในการขยายตัว โดยเฉพาะแอฟริกาใต้ซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทยในทวีปแอฟริกา และมีอัตราขยายตัวของมูลค่าส่งออกที่สูงถึงร้อยละ 15 ต่อปีในช่วงปี 2551-2555 จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ “เก็บตกจากต่างแดน” ฉบับนี้จึงขอนำท่านผู้ประกอบการมาทำความรู้จักกับพฤติกรรมผู้บริโภคแอฟริกาใต้ รวมไปถึงโอกาสและศักยภาพทางด้านการค้าของแอฟริกาใต้...
  • เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา นายชลิต มานิตยกุล เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ซึ่งมารับตำแหน่งทูตไทยประจำอินเดียคนใหม่ตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่แล้ว ได้ฤกษ์ออกเดินทางพบปะเอกชนไทยทั่วอินเดียเป็นครั้งแรกที่รัฐม...

  • คู่แข่งข้าวไทยในมณฑลยูนนาน นอกจากจะมีข้าวคุณภาพดีจากภาคอีสานของจีนที่มีราคาถูกกว่าข้าวไทยเท่าตัว และถูกปากชาวยูนนานแล้ว (ซึ่งกล่าวไว้ในบทความคู่แข่งข้าวไทยในยูนนาน ตอนที่ 1) ยังมีข้าวท้องถิ่นของยูนนานที่กำลังได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังจากภาครัฐของยูนนาน และอาจจะก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งทางการตลาดที่สำคัญกับหอมมะลิไทยในอนาคตเช่นกัน หากเรายังไม่ปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์


เอกสารอ้างอิง
สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย
องค์ความรู้เรื่องข้าว สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์