น้ำตาล

น้ำตาล ถือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity goods) ที่มีความเคลื่อนไหวของราคาที่อิงราคาตลาดโลก โดยปัจจุบันไทยมีโรงงานน้ำตาลอยู่กว่า 40 แห่ง กระจายอยู่ตามแหล่งปลูกอ้อย ซึ่งเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต จนกลายเป็นผลผลิตน้ำตาลทรายราว 80 ล้านกระสอบต่อปี ซึ่งคนไทยมีการบริโภคน้ำตาลเฉลี่ย 30 กิโลกรัม/คน/ปี ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2555 มีการบริโภคน้ำตาลทรายในประเทศจำนวน 450,621.70 ตัน ในขณะที่การบริโภคในต่างประเทศอยู่ระหว่าง 10-70 กิโลกรัม/คน/ปี คิดเป็นการบริโภคโดยรวมตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2555 จำนวนทั้งสิ้นกว่า 2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4%

การผลิตน้ำตาลทรายในประเทศไทยตั้งแต่มีการปิดหีบอ้อยของฤดูการผลิตปี 2554/2555 โรงงานน้ำตาลทั้ง 46 แห่งในประเทศได้หยุดการผลิตน้ำตาลทรายดิบ แต่มีบางโรงงานได้นำน้ำตาลทรายดิบไปละลายเพื่อแปรสภาพเป็นน้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ และเมื่อมีการเปิดหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายของฤดูการผลิตปี 2555/2556 โดยมีโรงงานน้ำตาลใหม่เพิ่มอีก 2 แห่ง และมีปริมาณน้ำตาลที่ผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม 2555 จำนวนทั้งสิ้น 9,966,655.68 ตัน ในจำนวนนี้เป็นน้ำตาลทรายดิบจำนวน 4,923,697.70 ตัน หรือ 49% ของผลผลิตน้ำตาลทั้งหมด

ประเทศไทยนั้นถือเป็นผู้ส่งออกผลผลิตจากอ้อย และน้ำตาลทรายเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน มีการส่งออกไปประเทศในอาเซียนประมาณ 2.73 ล้านตันในปี 2554 ขณะที่ตลาดดังกล่าวมีความต้องการนำเข้าประมาณปีละ 2.9 ล้านตัน ยิ่งเมื่อเปิด AEC จะเป็นโอกาสของไทยในการขยายตลาดในภูมิภาคนี้มากขึ้น แต่ไทยจำเป็นต้องมุ่งพัฒนาคุณภาพ และประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุนที่จะเข้าสู่การแข่งขัน และความร่วมมือในการลงทุนในประเทศอาเซียนด้วยกัน

โดยการส่งออกในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2555 ไทยส่งออกน้ำตาลจำนวน 415,343.66 ตัน และส่งออกโดยรวมตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2555 ทั้งสิ้น 7,544,398.41 ตัน เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ส่งออกได้จำนวน 6,681,070.48 ตัน และในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2555 ไทยได้นำเข้าน้ำตาลทรายจากต่างประเทศ จำนวน 31.46 ตัน (ปริมาณโควตานำเข้าน้ำตาลภายใต้กรอบ WTO ในปี 2555 กำหนดไว้ จำนวน 13,760 ตัน อัตราภาษีนำเข้าในโควตา 65% และนอกโควตาอยู่ที่ 94% ปริมาณการนำเข้า TAFTA จำนวน 2,437.67 ตัน อัตราภาษีนำเข้า ในโควตา 39% และนอกโควตาอยู่ที่ 84.60%)

ทั้งนี้ คาดว่าในอนาคตราคาน้ำตาลทรายดิบจะปรับราคาสูงขึ้น อยู่ที่ราคา 18.80-18.85 เซนต์ต่อปอนด์ จากเดิมที่ราคา 18.5 เซนต์ต่อปอนด์ เนื่องจากผลผลิตที่ออกมาจำนวนที่ลดลงจากสภาพอากาศร้อน แต่ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่มีอย่างต่อเนื่อง


ข่าวที่น่าสนใจ